หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

การล้างบาปในศาสนาพุทธทำได้ เรียกว่า "การก้าวล่วงบาปกรรม"



การล้างบาปในศาสนาพุทธทำได้ เรียกว่า "การก้าวล่วงบาปกรรม"


พระสงฆ์ฝ่ายปริยัติ มักสอนกันผิดๆว่า บาปล้างไม่ได้  การแก้วิบากกรรม ทำได้โดยต้องทำความดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนบาปตามไม่ทัน เรียกว่า ทำบุญหนีบาป โดยพระเหล่านั้นมักยกตัวอย่างว่า บาปที่เราทำในอดีตชาติที่อยู่ในสังสารวัฏฏ์มีมากมหาศาลเหมือนน้ำทะเลที่เค็ม เราจะล้างหมดได้อย่างไร   พระบางท่านก็แนะวิธีว่า ต้องบรรลุโสดาบันให้ได้ภายในชาตินี้ เพราะพระโสดาบันจะไม่ตกนรก  ยิ่งถ้าเป็นพระอรหันต์ได้ กรรมทั้งหมดก็ถือว่าเป็นอโหสิกรรม ไม่มีอีกต่อไป

คำตอบของพระสงฆ์ฝ่ายปริยัติเหล่านั้นถูกบางส่วน แต่ไร้สาระอย่างมากในประเด็นสำคัญที่สุด  พระพุทธองค์ตรัสถึงวิธิล้างบาปในศาสนาพุทธไว้ เรียกว่า "การก้าวล่วงบาปกรรม"  ซึ่งสามารถทำได้ตอนที่เรายังเป็นมนุษย์ในชาติปัจจุบัน และต้องเป็นบาปที่เราทำลงไปในชาติปัจจุบันเท่านั้น ผลของการทำการก้าวล่วงบาปกรรม จะทำให้เรารับผลกรรมแค่เศษกรรมเท่านั้น  ไม่รับเลยไม่ได้  เพราะผิดกฎแห่งกรรม ส่วนบาปในอดีตชาติไม่เกี่ยว เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  บาปในอดีตชาติ เราต้องทำบุญหรือทำกรรมฐานอุทิศผลบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร   ลองอ่านเรื่องนี้ดูนะครับ
  

การสารภาพบาปในศาสนาคริสต์ = การก้าวล่วงบาปกรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน 


มีพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าอยู่บทหนึ่งที่อยู่ในสุตตันตมัชฌิชนิกาย สัจจวิภังคสูตร 22/542-546(ผมอ่านมาจากหนังสือธรรมธาตุ ธรรมชาติของสรรพสิ่งของคณะสังคมผาสุกเพื่อความผาสุกของสังคม หน้า229) เรื่องการก้าวล่วงบาปกรรม

พระพุทธองค์ทรงตรัสแนะนำให้ก้าวล่วงออกจากกรรมเสีย โดยการกำหนดอธิษฐานจิต ตั้งใจมั่นว่า: 

" กรรมนั้นๆเป็นสิ่งไม่สมควร ต่อไปนี้ตลอดไปนิรันดร เราจะไม่กระทำกรรมนั้นอีกเป็นอันขาด "

ในโลกมนุษย์ เพราะว่าคุณได้สำนึกผิดอย่างเด็ดขาดไปแล้ว วิบากกรรมที่จะส่งผลถึงคุณนั้นจะเบาบางลง แต่ก็ยังมีผลอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นกฎแห่งกรรมก็จะผิด หรือมีไม่ ส่วนในปรโลก วิบากกรรมนั้นจะกลายเป็นเศษกรรมไป 

ตัวอย่าง 

พระองคุลิมาล แม้ว่าจะสำนึกผิดแบบเด็ดขาดแล้ว แต่ท่านก็ยังต้องได้รับผลอยู่บ้าง คือ เมื่อท่านไปบิณฑบาต ท่านได้เข้าไปบิณฑบาติในเมืองสาวัตถี ถูกประชาชนขว้างปาด้วยก้อนอิฐ ก้อนหิน และท่อนไม้ จนศีรษะแตก เลือดไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาฏิก็ขาดวิ่น

= ต้องรับเศษกรรมด้วย เพราะเราไปทำกับขันธ์ 5 (กาย) คนอื่น จึงต้องรับผลกรรมในขันธ์ 5(กาย) ของเรา แต่กรรมนั้นเบาบางลงมาก เป็นเศษกรรม

พอมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า 

"กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน"(รับเศษกรรมไปแล้วจากการโดนทำร้ายบนโลก จึงไม่ต้องรับกรรมใดๆอีกในปรโลก)

ผมอธิบายเรื่องนี้ได้ว่า

1. จิตใต้สำนึก(ภวังค์จิต)เป็นตัวเก็บกรรมดำ-กรรมขาวเอาไว้  การสารภาพบาปอย่างจริงใจ ตั้งใจแน่วแน่ว่า จะไม่ทำบาปกรรมนั้นอีก เป็นเหมือนเราdeleteอกุศลจิตนั้นออกจากใจ  กรรมชัวหรือกรรมดำที่เราบันทึเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก(ภวังค์จิต) ก็จะสลายไปจนหมดสิ้น  ก็เหมือนคุณลบเทปนั้นในจิตทิ้งไป

2. แม้ว่าอกุศลจิตในเทปจิตใต้สำนึก(ภวังค์จิต) หรืออทิสมานกาย(กายทิพย์, วิญญาณธาตุ)จะถูกลบทิ้งแล้ว   แต่เทปที่บันทึกอยู่ในขันธ์ 5 มีวิญญาณขันธ์ รวมอยู่ด้วย ยังไม่ได้ถูกลบทิ้ง  เราจึงต้องรับผลกรรมที่บันทึกอยู่ในวิญญาณขันธ์(ในขันธ์ 5) 


สรุป

พระองคุลิมาลไม่ต้องตกนรกเพราะเป็นพระอรหันต์  แต่เป็นเพราะพระองคุลิมาลทำการก้าวล่วงบาปกรรม ลบอกุศลจิตในเทปจิตใต้สำนึก(ภวังค์จิต)ออกไปแล้ว และยังรับผลกรรมที่บันทึกอยู่ในวิญญาณขันธ์(ในขันธ์ 5)ไปแล้วด้วย  ลองอ่านคำพูดของพระพุทธเจ้าที่บอกองคุลิมาลใหม่ใหม่นะครับ

"กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปี เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน"

กรรมที่จะให้ผลไปหมกไหม้ในนรกเป็นเวลาหลายหมื่นหลายแสนปีไม่มีแล้ว เพราะลบอกุศลจิตในเทปจิตใต้สำนึก(ภวังค์จิต)ออกไปแล้ว

 เป็นอันท่านได้รับผลในปัจจุบัน คือถูกประชาชนขว้างปาด้วยก้อนอิฐ ก้อนหิน และท่อนไม้ จนศีรษะแตก เลือดไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาฏิก็ขาดวิ่น




thnak you credit from http://www.dhammakid.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น