หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

นิทานกรรมสนองกรรม





กรรมสนองกรรม
ทำชั่วได้ชั่ว
ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ประทับ ณ เชตวนาราม ภิกษุทั้งหลายที่เที่ยวเผยแพร่ศาสนาไปทั่วทิศานุทิศ เมื่อออกพรรษาต่างก็เดินทางมาเพื่อเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อมีเรืองอันใดที่สงสัยก็นำมาทูลถามกันตามแต่เหตุการณ์ ได้ถือปฎิบัติเช่นนี้ตลอดมา
        มีภิกษุพวกหนึ่ง เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านรับนิมนต์ฉันในบ้านของคหบดีผู้หนึ่ง ขณะกำลังฉันข้าวยาคูเพื่อรอเวลาบิณฑบาต เผอิญเห็นบ้านหลังหนึ่งในที่ไม่ไกล ถูกไฟไหม้ สาเหตุเกิดจากหญิงรับใช้ของบ้านนั้น จุดไฟหุงข้าวแล้วนั่งหลับไฟลามลุกเชื้อเพลิงติดหลังคา แล้วไหม้อย่างรวดเร็ว ขณะไฟไหม้ในบ้านนั้นเปลวไฟโหมหนัก ส่งเสวียนหม้อซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลมไฟติดไหม้โดยรอบพุ่งขึ้นสู่อากาศ บังเอิญมีกาตัวหนึ่งบินมาชนเสวียนหม้อ เอาคอสวมเข้าไปในวงเสวียนพอดี ไฟจึงไหม้กาตัวนั้นตกลงมาตายไม่ไกลจากพระภิกษุกลุ่มนั้น
        ภิกษุเห็นดังนั้นก็เกิดความสังเวชใจ จึงพูดเป็นเชิงปรารภกันว่า  ท่านทั้งหลายจงดูเถิด กาบินอยู่บนอากาศอันกว้างใหญ่ไพศาล บริเวณที่เสวียนพุ่งไปในอากาศนิดเดียวก็ยังเอาศรีษะลอดเข้าไปไหม้จนได้ นอกจากพระศาสดาคงไม่มีใครทราบปุพพกรรมอันนี้ เมื่อเข้าเฝ้าก็จะขอทูลถามปุพพกรรมของกาให้จงได้ แล้วเดินทางต่อไป
        ครั้นได้เฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว จึงทูลเล่าพฤติการณ์ของกาเท่าที่เห็นมา แล้วทูลถามว่า กานั้นได้ทำกรรมอันใดไว้จึงประสบเคราะห์กรรมเพียงนี้พระเจ้าข้า
        พระพุทธองค์จึงทรงตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาตัวนี้ได้เสวยผลกรรมที่ตัวก่อมาแต่อดีตชาติ มีประวัติโดยย่อว่า ในอดีตกาล กาตัวนี้เกิดเป็นชาวนาผู้หนึ่งในกรุงพาราณสี เขาพยายามฝึกโคดื้อเพื่อไว้ใช้งานไถ แม้จะพยายามฝึกเพียงไรก็ไม่สำเร็จ โคไม่ยอมทำตาม พอเดินลากไถไปหน่อยก็นอนเสีย ถูกเจ้าของตีและแทงด้วยปฏักก็ลุกไปหน่อยหนึ่งแล้วก็นอนตามเดิมอีก  พราหม์พยายามอยู่หลายวันก็ไม่สำเร็จ ด้วยความโกรธสุดขีด จึงมัดฟางให้เป็นวงกลมมัดใหญ่ สวมเข้าไปในคอโค ปากก็กล่าวว่า เอ้า เจ้ามันอยากนอกนัก จงนอนให้สำราญเถิด ว่าแล้วก็เอาไฟแหย่เข้าที่มัดฟาง ไฟลุกไหม้ท่วมคอโคตัวนั้น โคเกิดความร้อนจึงวิ่งไปเอาตัวไสกับแผ่นดินก็ดับไม่ได้ จึงถูกไฟลวกตายในที่นั้นเอง ด้วยผลกรรมของชาวนานั้น ตายแล้วไปเสวยกรรมอยู่เป็นเวลานาน เมื่อใช้กรรมสิ้นแล้วมาเกิดเป็นกา เอาศรีษะไปลอดเสวียนไฟไหม้ตายในอากาศนั่นเอง
        ภิกษุทั้งหลายเมื่อได้ฟังดังนั้น ต่างปลงธรรมสังเวชโดยทั่วกัน
        ยังมีภิกุอีกพวกหนึ่ง เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยทางเรือ ในขณะที่เรือแล่นมาในระหว่างทาง เรือเกิดหยุดเสียกลางทะเลเฉยๆ แม้นายเรือและลุกเรือต่างพยายามแก้ไขอย่างไรก็ไม่ยอมขยับเขยื้อน มนุษย์ผู้เชื่อโชคลางต่างวิจารณ์กันว่า การที่เรือไม่แล่นนี้เป็นเพราะมีคนกาลกิณีอยู่ในเรือ หากกำจัดคนนี้ออกเล้ว เรือก็จะแล่นไปได้”  จึงปรึกษากันว่า จะหาทางรู้ผู้เป็นกาลกิณีได้โดยวิธีใด” จึงตกลงให้มีการจับฉลากกันขึ้น หากฉลากตกกับผู้ใด ก็แสดงว่าผู้นั้นเป็นกาลกิณี ให้โยนถ่วงทะเลเสีย จึงตกลงจับสลากกันทุกคนเ ผลปรากฎว่าสลากกาลกิณี ได้แก่เมียสาวของกัปตันเรือเอง จึงปรึกษากันว่า การจับสลากเพียงครั้งเดียวอาจไม่ยุติธรรม ควรจับถึง 3 ครั้งจึงให้จับฉลากใหม่ ฉลากก็ตกไปกับเมียสาวนายเรืออีกทั้ง 3ครั้ง  ชาวเรือและผู้โดยสารจึปรึกษากัปตันว่า ท่านกัปตันท่านจะให้พวกเราทำอย่างไร
        กัปตันจึงกล่าวว่า ถ้าจะรักษาชีวิตเมียข้าพเจ้าไว้ พวกท่านทั้งหลายก็จะพากันตายหมด พร้อมทั้งเมียและข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าไม่เห็นแก่ตัวพอจะทำเช่นนั้นได้ จงจัดการจับนางโยนลงทะเลตามที่ตกลงกัน
        ชาวเรือจึงพากันจับนางเพื่อโยนทะเล นางจึงร้องขอชีวิตด้วยความกลัว นายเรือได้ยินเสียงร้องจึงให้หยุด แล้วกล่าวว่า ถ้าจะโยนนางทั้งเครื่องอาภรณ์เหล่านี้ ของมีค่าก็จะสูญเสียเปล่า จงเปลื้องเครื่องประดับเสียให้หมด  ให้นุ่งผ้าเก้าแล้วโยนลงไป แต่เราไม่อยากเห็นนางตกทะเล แล้วร้องขอความช่วยเหลือ พวกท่านจงเอาหม้อบรรจุทรายให้เต็ม แล้วผุกคอนางไว้ จะได้ถ่วงให้เร็วขึ้น  สั่งแล้วเดินหลบไปเสีย
        ฝ่ายชาวเรือจึงจับนางถ่วงติดกับหมอทรายโยนลงทะเล นางจมหายไปในน้ำทันที
        ภิกษุที่อาสัยเรือมาเห็นดังนั้น จึงคิดว่า เราจะต้องเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามถึงปุพพกรรมของนางให้จงได้” เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ จึงทูลถามถึงปุพพกรรม พระพุทธองค์ตรัสเล่าว่า
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภรรยานายเรือในอดีตชาติเกิดเป็นภรรยาคหบดีผู้หนึ่งในกรุงพาราณสี ได้ทำงานบ้านด้วยตัวเองจนหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ตักน้ำ ตำข้าว ตลอดจนตัดฟืนในป่า นางมีสุนัขเลี้ยงตัวหนึ่ง สุนัขนี้ติดตามนางไปในที่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเข้าป่าตัดฟืน ไปท่าตักน้ำหรือออกไปนอกบ้าน เพื่อนำข้าวไปให้สามีที่ปลายนาก็ตาม พวกหนุ่มๆทั้งหลาย เมื่อเห็นนางไปกับสุนัขจึงพากันล้อเลียนว่า เฮ้ยพวกเรา ดู พรานสุนัขซิ ออกมาอีกแล้ว วันนี้เราคงได้กินเนื้อบ้างเป็นแน่””
        นางถูกล้อดังนั้น จึงเกิดความอาย ไม่อยากให้สุนัขตามตัวไป บางคราวใช้ก้อนหินกว้างปา แต่สุนัขก็ไม่ยอมลดละการติดตาม นานหนักเข้านางโกรธเจ้าสุนัขนั้น มาคิดว่าต้องหาทางฆ่าเจ้าสุนัขนี้ให้จงได้
        วันหนึ่ง ขณะจะออกไปส่งข้าวสามีที่ปลายนา นางใส่ข้าวเต็มหม้อ แล้วแอบซ่อนเชือกไปในตัวด้วย เมื่อสุนัขตามไปจนถึงปลายนาแล้ว จึงแกล้งพาสุนัขเดินมาทางชายน้ำเอาทรายบรรจุใส่หม้อข้าวจนเต็ม เหลียวซ้ายขวาไม่เห็นใคร จึงเรียกสุนัขเข้ามาใกล้ สุนัขนึกในใจว่า  นายสาวของเราเคยทารุณเอาก้อนดินบ้าง ท่อนไม้บ้าง ขว้างปาเราเสมอ วันนี้ดูใจดีเรียกเราเข้าไปหา ด้วยความดีใจจึงกระดิกหาง เดินเข้าไปหมอบแทบเท้าของนาง  นางจึงจับคอสุนัขไว้แน่น แล้วผูกด้วยปลายเชือกข้างหนึ่ง เอาปลายเชือกอีกข้างหนึ่งผูกกับปากหม้อทรายแล้วโยนลงไปในน้ำ สุนัขถูกหม้อทรายดึงจมลงไปในน้ำตายที่นั้นเอง
        ด้วยบาปกรรมที่นางจับสุนัขถ่วงน้ำทั้งเป็น จึงไปเกิดเสวยกรรมอยู่ชั่วกาลนาน เศษกรรมที่ยังใช้ไม่หมดทำนางมาเกิดเป็นภรรยากัปตันเรือ และถูกจับถ่วงทะเลเช่นเดียวกัน นางชื่อว่าตายเพราะผลกรรมที่นางทำไว้โดยแท้
        เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเล่าปุพพกรรมจบลง ภิกษุทั้งหลายต่างพากันปลงธรรมสังเวชโดยทั่วกัน
ยังมีภิกษุอีกพวกหนึ่ง เดินทางมาเฝ้าพระศาสดาโดยทางบก เมื่อเดินทางผ่านมาทางเขาลูกหนึ่ง  ณ เขานี้มีถ้ำเป็นที่พักสำหรับภิกษุผู้เดินทางมาจากที่อื่น ในถ้ำนั้นมีผู้เอาเตียงไปปูประจำไว้ 7 เตียง ภิกษุเหล่านั้นจึงเข้าไปพักในถ้ำ เอตกเวลาค่ำก็มีอันเป็นไป คือหินก้อนใหญ่ได้เลื่อนมาปิดปากถ้ำอย่างสนิท พระอยู่ข้างในไม่สามารถออกมาได้ แม้จะพยายามผลักเท่าใดก็ไม่ยอมเขยื้อน ประชาชนทราบข่าวก็เกณฑ์กันมาช่วยเอาหินปากถ้ำออกก็ไม่สำเร็จ พระทั้ง 7  จึงต้องอดอาหารเป็นเวลาถึง 7 วัน ต่างผ่ายผอมหมดกำลัง ชาวบ้านจึงพากันประคองออกจากถ้ำทะนุบำรุงให้กลับฟื้นคืนกำลังดังเดิม เมื่อฟื้นดีแล้วตั้งใจจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามปุพพกรรมของตนเอง เมื่อถึงจึงทูลเล่าความทุกประการ และทูลถามว่าเกิดแต่กรรมอันใด
        พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เธอติดอยู่ในถ้ำถึง 7 วัน ก็เพราะได้รับผลกรรมที่สร้างไว้แต่อดีต จึงตรัสเล่าอดีตว่า ในครั้งก่อน พวกเธอทั้ง 7 เกิดเป็นเด็กเลี้ยงโคทั้ง 7 คน ไล่โคไปเลี้ยงชายดง พบเหี้ยใหญ่ตัวหนึ่ง ด้วยความคะนอง จึงพากันวิ่งไล่จับ เหี้ยไม่มีทางหนีไปไหน จึงวิ่งเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในจอมปลวกใหญ่ ในจอมปลวกนั้นมีปล่องออกอยู่ 7 ปล่อง เด็กๆเมื่อไม่สามารถจับตัวได้ ประกอบกับเวลาเย็นมาก จึงช่วยกันหาหญ้าและดินมาอุดช่องไว้คนละปล่องโดยนึกว่า  พรุ่งนี้ค่อยมาจับใหม่ พากันไล่โคกลับบ้าน ครั้นถึงบ้านก็ลืมเหี้ยที่อุดไว้ในจอมปลวก รุ่งเช้าไล่โคไปหากินในถิ่นอื่นเสีย  7  วัน จึงกลับมาเลี้ยงโคที่เดิมอีก เมื่อเห็นจอมปลวกนั้นก็นึกขึ้นได้พากันไปเปิดปล่องที่ตนปิดไว้ เหี้ยอดอาหารถึง 7 วัน จึงอ่อนเพลียเดินไม่ไหว ทำทีว่าจะตาย เด็กเหล่านั้นเห็นเข้าจึงสงสารหาน้ำข้าวมากรอกให้ ไม่ช้าเหี้ยนั้นจึงค่อยๆ ฟื้นจนแข็งแรงเป็นปกติ เด็กเหล่านั้นจึงปล่อยไปโดยมิได้ทำอันตราย
        ภิกษุทั้งหลาย ด้วยบาปกรรมที่พวกเธอขังเหี้ยไว้ให้อดข้าวถึง 7 วัน เมื่อเธอมาเกิดเป็นภิกษุชาตินี้  จึงถูกหินปิดปากถ้ำถึง 7 วัน แต่อาศัยที่พวกเธอมิได้ทำอันตรายเหี้ยถึงตาย ช่วยเหลือให้ฟื้นในวันที่ 7  หินจึงเปิดออกเองในวันที่ 7  พวกเธอจึงรอดตายมาได้” พระพุทธเจ้า ครั้นตรัสเล่ากรรมแต่อดีตชาติของคนทั้ง 3 พวกแล้ว ตรัสสอนว่าคนทำกรรมและจะหนีไปอยู่แห่งหน ตำบลใด จะเป็นในอากาศ มหาสมุทร หรือซอกขุนเขาก็ตาม การที่จะพ้นจากผลกรรมนั้นไม่มีเลย ในโลกนี้ไม่มีที่ใดที่คนอยู่แล้วจะพ้นจากกรรมได้
 เรื่องนี้มีคติสอนว่า กรรมคือการกระทำของคนเรานั้น จะเป็นกรรรมดีหรือชั่วก็ตาม เมื่อทำแล้วย่อมเป็นเงาตามบุคคลนั้นตลอดไป ตามธรรมดาคนจะหนี้อะไรอาจหนีได้ แต่จะหนีเงาของตัวเองนั้น ไม่มีใครอาจทำได้ ไม่ว่าจะอยู่ในทะเล ป่าเขา หรือที่ใดก็ตาม เงาจะตามเราไปเสมอ เช่นเดียวกับความดีความชั่วที่ตัวทำ ท่านเปรียบเหมือนเงาตามตัว ย่อมติดตามไปให้ผลในที่ทุกหนทุกแห่ง จะช้าหรือเร็วก็อยู่ที่กำลังของกรรม ถ้ามีกำลังแรงก็มีผลเร็ว ถ้ามีกำลังอ่อนก็มีผลช้า เปรียบเสมือนสุนัขไล่เนื้อ สุนัขตัวใดกำลังมากก็วิ่งกัดเนื้อเร็วหน่อย ถ้ากำลังอ่อนก็ได้ช้าแต่ต้องถึงเข้าวันหนึ่งจนได้ ฉะนั้น เมื่อทำกรรมใดไว้ อย่านอนใจว่าจะไม่ให้ผล เช่น ชน 3 พวกดังกล่าว ต้องประสบผลกรรมเพราะความชั่วที่ทำไว้ จึงควรถือเป็นคติเตือนใจว่า กรรมย่อมสนองกรรมเสมอไป
ตโยชนวัตถุ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น